9 นักธุรกิจเพื่อสังคม ที่ประสบความสำเร็จ

9 นักธุรกิจเพื่อสังคม ที่ประสบความสำเร็จ

1. บิล เดรย์ตอน (Bill Drayton)หนึ่งในตัวอย่างที่ดีของนักธุรกิจเพื่อสังคมคือ บิล เดรย์ตอน
บิลเป็นผู้ส่งเสริมและนิยามคำว่า “ธุรกิจเพื่อสังคม” ปัจจุบันเขาเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานของ Ashoka: Innovators for Public ซึ่งเป็นองค์กรที่อุทิศตนเองเพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านสังคมโดยให้การสนับสนุนกว่า 2,100 คน ใน 73 ประเทศทั่วโลก อีกทั้ง เขายังเผยแพร่ความรู้ด้านธุรกิจเพื่อสังคมในองค์กรต่างๆ ปัจจุบันเขายังทำงานเป็นประธานในชุมชน Greens, Youth Venture และ Get America Working อีกด้วย

 

2. ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส (Dr. Muhammad Yunus)

ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส คือหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญของแนวคิดการเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคม เขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ social entrepreneurs โดยการแบ่งปันความรู้ทั้งด้านการเงิน, micro-finance และทุนนิยมทางสังคมผ่านหนังสือหลายเล่ม และยังเป็นผู้ก่อตั้ง Grameen Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อขนาดเล็กแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ก่อตั้งขึ้นในปี 2526 ธนาคารมีรายได้สุทธิมากกว่า 10 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส ได้รับรางวัลโนเบลในปีพ.ศ. 2549

 

3. เบลค ไมคอากี้ (Blake Mycoskie)

เบลค ไมคอากี้ เป็นผู้ก่อตั้ง TOMS ในปีพ.ศ. 2549 และได้รับความนิยมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเนื่องจากรูปแบบของธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยผู้ยากไร้และขาดแคลนในถิ่นธุรกันดาร จึงทำให้ TOMS แตกต่างจากกิจการทางสังคมอื่นๆ
แรงบันดาลใจเกิดขึ้นหลังจากที่นายเบลคเดินทางมาเยือนอาร์เจนตินา เขาได้เรียนรู้ว่าเด็กหลายคนป่วยและมีอาการบาดเจ็บเนื่องจากไม่มีรองเท้าใส่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงสร้าง TOMS ขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรในการส่งมอบและบริจาครองเท้าให้กับคนยากไร้ หากซื้อรองเท้าหนึ่งคู่จะเป็นการบริจาครองเท้าหนึ่งคู่ให้กับเด็กด้อยโอกาสทันที
จนถึงปัจจุบัน TOMS ได้บริจาครองเท้ากว่าหนึ่งล้านคู่ และในปีพ.ศ. 2554 TOMS ได้ขยายตัวเองไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ แว่นกันแดดและกรอบแว่นสายตา เพื่อส่งมอบแก่คนยากไร้ทั่วโลก

4. สก๊อต แฮริสัน (Scott Harrison)
สก๊อต แฮริสัน มองว่าการไม่มีหรือไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดได้นั้น เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเค้า
สก๊อตก่อตั้งองค์กรการกุศลขึ้นในไลบีเรีย องค์กรนี้ได้จัดส่งน้ำดื่มสะอาดให้กับประชาชนกว่า 17 ล้านคนใน 17 ประเทศทั่วโลก
สก๊อตอาจเป็นหนึ่งในนักธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล โดยองค์กรของเขาเติบโตขึ้นกว่า 100% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554 แม้จะมีปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องการกุศล สก๊อตกล่าวว่า “น้ำเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อผลกำไรที่ไม่มีผลกำไร”
5. เจฟฟรี ฮอเล็นเดอร์ (Jeffrey Hollender)
ในปี 1988 เจฟฟรี ฮอเล็นเดอร์ ก่อตั้งบริษัทผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดกระดาษและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เรียกว่า Seventh Generation โดยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม Seventh Generation มีรายได้กว่า 150 ล้านเหรียญ โดยเงิน 10% ของกำไรทั้งหมดจะถูกบริจาคเพื่อลงทุนในโครงการที่ไม่แสวงผลกำไร รวมถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นไปยังชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ในปี 2010 เขาถูกผลักออกจากบทบาทใน Seventh Generation แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เขาละเลยต่อแนวทางการประกอบกิจการทางสังคมแม้แต่น้อย ภายหลังนายเจฟฟรีได้ทำงานร่วมกับสภาธุรกิจของสหรัฐอเมริกาและเขียนหนังสือเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจทางสังคม เขายังเป็นสมาชิกของเครือข่าย Venture Social และเป็นผู้ก่อตั้ง Community Capital Bank ในเวลาต่อมาอีกด้วย
6. ชิซ่า ชาฮิด (Shiza Shahid)
ชิซ่า ชาฮิด เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและตัวแทนคนสำคัญของ Malala Fund และยังเป็นผู้สานต่อกิจการของนางสาวมาลาลา ยูซาฟไซ ทั้งหมด
นางสาวมาลาลา เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2014 ซึ่งนับเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้
ในปี 2012 เธอได้ถูกมือปืนตอลิบาน (Taliban) ยิงศรีษะจนเกือบเสียชีวิต แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้ด้วยความหวังที่จะทำให้เด็กหญิงทั่วโลกได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้นำโครงการ Malala Fund ไปเผยแพร่และสนับสนุนเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กผู้หญิงในเวลาต่อมา
7. ซาเวียร์ เฮกเซน, คริส ฟัส และเจฟ คุสแมน (Xavier Helgesen, Chris Fuchs and Jeff Kurtzman)
B corporation หรือที่รู้จักในนาม Better World Books ถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมสำหรับแนวคิดของการเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคม ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2545 โดยซาเวียร์ เฮกเซน, คริส ฟัส และเจฟ คุสแมน
ภารกิจของ Better World คือ การเพิ่มมูลค่าของหนังสือทุกเล่มให้เกิดประโยชน์สูงสุดและช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทั่วโลก B corporation ดำเนินการโดยการนำหนังสือกลับมาใช้ใหม่หรือนำกลับมาขายใหม่ผ่านทางเว็บไซต์ และการบริจาคหนังสือเหล่านั้นให้กับโรงเรียนต่างๆ จนถึงตอนนี้ B corporation จำหน่ายหนังสือไปแล้วกว่า 84 ล้านเล่มทั่วโลก โดยระดมทุนกว่า 12.1 ล้านเหรียญ เพื่อต่อยอดการเรียนรู้
องค์กรให้ความสำคัญกับการใช้วิธีคิดแบบ “triple bottom line” คือ ไม่เพียงแต่มองผลกำไร แต่ยังมองถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่พวกเขาทำด้วย
8. บังเกอร์ รอย (Bunker Roy)
บังเกอร์ รอย นักกิจกรรมเพื่อสังคมและนักลงทุนชาวอินเดีย เขาช่วยเหลือผู้คนนับพันในเอเชียและแอฟริกา โดยการพัฒนาแนวคิดเรื่องการนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้กับหมู่บ้านที่ห่างไกล เขาก่อตั้งวิทยาลัย Barefoot ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ในวิชาต่างๆ แก่สตรีจากชุมชนยากจน เช่น วิชาแพทย์, วิศวกร และสถาปนิก
สิ่งที่น่าประทับใจ คือ แต่ละวิทยาเขตของวิทยาลัยมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมันถูกออกแบบและสร้างโดยนักเรียนของเค้า เป้าหมายของเขาในการก่อตั้งวิทยาลัยนั้นไม่ใช่เพื่อสร้างผลกำไรแต่เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วอินเดีย แนวคิดนี้ได้ถูกนำไปปรับใช้ในแอฟริกาเช่นกัน
ในวิทยาลัย Barefoot ผู้หญิงมีความเป็นผู้นำและสามารถทำงานส่วนใหญ่ของวิทยาลัยได้

9. แจ็คเกอรีน โนโวเกรท (Jacqueline Novogratz)

อดีตผู้บริหารคนสำคัญของ Wall Street อย่าง แจ็คเกอรีน โนโวเกรท ที่ผันตัวเองมาสร้างสถาบันการเงินรายย่อยในรัฐรวันดา เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Acumen (กองทุนที่ไม่หวังผลกำไร โดยบริการแก่ชุมชนที่มีรายได้น้อยในประเทศกำลังพัฒนา เช่น Africa และ South Asia) อคิวเมนท์ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการด้านสังคมอื่น ๆ โดยการระดมเงิน ไปลงทุนในบริษัทที่มีรายได้น้อย ในไนโรบี, มุมไบ และซานฟรานซิสโก เป็นต้น

ที่มา
http://www. jeetbanerjee.com/8-successful-social-entrepreneurship-examples/
https://www. activecampaign.com/blog/social-entrepreneurship-ideas/